เกิดอะไรขึ้น
เมื่อ 7 กันยายน 2026 กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) เผยแพร่ แผน 5 ปีฉบับที่ 15 สำหรับอุตสาหกรรมสารสนเทศและการสื่อสาร ครอบคลุมช่วงปี 2026–2030 โดยตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าจะเพิ่ม "พลังคำนวณอัจฉริยะ" (intelligent computing) ของประเทศให้แตะระดับ 9,800 EFLOPS ภายในปี 2030
ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เป็นการเพิ่มขึ้นราว 4 เท่าจากปัจจุบัน ที่จีนมีพลังคำนวณอัจฉริยะราว 2,185 EFLOPS (ที่ความละเอียด FP16) เมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งตัวเลขนั้นเองก็โตขึ้นถึง 177% จากปีก่อนหน้า และขยับขึ้นเป็นราว 2,450 EFLOPS ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม
เพื่อไปถึงเป้านั้น แผนดังกล่าวเรียกร้องให้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศสะสมกว่า 3.8 ล้านล้านหยวน หรือราว 532,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดช่วง 5 ปี
แปลว่าอะไร
EFLOPS ย่อมาจาก exaFLOPS หรือหนึ่งล้านล้านล้านการคำนวณต่อวินาที เป็นหน่วยวัด "กำลัง" ในการฝึกและรันโมเดล AI ยิ่งมีมาก ยิ่งฝึกโมเดลใหญ่ได้เร็วและรันบริการ AI ให้คนจำนวนมากได้พร้อมกัน
แผนนี้ยังระบุให้ "ทยอยติดตั้ง" คลัสเตอร์คำนวณอัจฉริยะที่ใช้การ์ดกราฟิก (GPU) ตั้งแต่ระดับ 10,000 การ์ด ไปจนถึงระดับ 100,000 การ์ดขึ้นไป พร้อมศูนย์คำนวณสำหรับงาน inference ที่ปรับตามการใช้งานแต่ละแบบ
จุดที่น่าจับตาคือ จีนเดินหน้าเรื่องนี้ท่ามกลางข้อจำกัดการเข้าถึงชิป AI ระดับสูงจากสหรัฐฯ นั่นหมายความว่าเป้าหมายนี้จะกดดันให้ผู้ผลิตชิปในประเทศอย่าง Huawei และรายอื่น ๆ ต้องเร่งพัฒนาให้ทันความต้องการ
การแข่งขันด้านพลังคำนวณกำลังกลายเป็น "การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์" ระหว่างประเทศ ไม่ต่างจากการแข่งขันด้านพลังงานหรืออวกาศในอดีต และเป็นสัญญาณว่าต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติกำลังพุ่งขึ้นทั่วโลก
สำหรับคนไทยและภูมิภาคอาเซียน แผนระดับนี้ของจีนอาจส่งผลต่อราคาและการเข้าถึงบริการคลาวด์ AI ในระยะยาว รวมถึงเปิดโอกาสความร่วมมือด้านดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาคมากขึ้น
จีนตั้งเป้าเพิ่มพลังคำนวณ AI เป็น 9,800 EFLOPS ภายในปี 2030 (โตราว 4 เท่า) ด้วยงบลงทุนกว่า 5.3 แสนล้านดอลลาร์ — ตอกย้ำว่าพลังคำนวณคือสมรภูมิยุทธศาสตร์ใหม่ของการแข่งขัน AI ระดับโลก
