ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายใต้ประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประกาศเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2026 ตั้งคณะทำงานภายนอก 5 ชุด เพื่อทบทวนกรอบนโยบายการเงินของสหรัฐครั้งใหญ่ และหนึ่งในชื่อที่สะดุดตาที่สุดคือ มาร์ก แอนดรีสเซน (Marc Andreessen) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทลงทุน a16z ที่ได้นั่งเก้าอี้ "ร่วมนำ" กลุ่ม ผลิตภาพและการจ้างงาน (Productivity and Jobs)
เกิดอะไรขึ้น
แอนดรีสเซนจะร่วมนำกลุ่มนี้กับ ชาลส์ ไอ. โจนส์ (Charles I. Jones) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และ อาชา ชาร์มา (Asha Sharma) รองประธานบริหารของ Microsoft ภารกิจของคณะทำงานคือประเมินว่า AI และเทคโนโลยีใหม่กำลังพลิกโฉม "ผลิตภาพ การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ" อย่างไร โดยต้องส่งข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรมภายในสิ้นปี 2026
สิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนคือ เฟดยอมมอบที่นั่งบนโต๊ะนโยบายให้กับนักลงทุน Silicon Valley โดยตรง ซึ่งสะท้อนว่าเรื่อง AI ได้กลายเป็นตัวแปรระดับมหภาคที่ธนาคารกลางมองข้ามไม่ได้อีกต่อไป
แปลว่าอะไร
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ "ตัวเลข" ถ้าคณะทำงานสรุปว่า AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพได้จริงในระดับสูง มันจะกระทบวิธีที่เฟด ประเมินศักยภาพการเติบโต (potential GDP) และแนวโน้มเงินเฟ้อโดยตรง
หลักเศรษฐศาสตร์คร่าว ๆ: ถ้าผลิตภาพโตเร็ว เศรษฐกิจก็ผลิตของได้มากขึ้นโดยไม่เร่งเงินเฟ้อ เท่ากับเฟด "มีพื้นที่" คงดอกเบี้ยให้ต่ำได้นานขึ้น ในทางกลับกัน ถ้า AI ทำให้คนตกงานเป็นวงกว้าง ก็จะกลายเป็นโจทย์ใหม่ของนโยบายทันที
การมีทั้งคนจากฝั่งทุน (a16z), ฝั่งวิชาการ (Stanford) และฝั่งบริษัทเทค (Microsoft) นั่งโต๊ะเดียวกัน สะท้อนว่ารัฐกำลังพยายามหา "ภาพจริง" ว่า AI จะเพิ่มงานหรือลดงานกันแน่ ก่อนตัดสินใจเชิงนโยบาย ทั้งนี้ยังมีเสียงตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะแอนดรีสเซนเองลงทุนในบริษัท AI จำนวนมาก
สำหรับคนทำงานและผู้ประกอบการไทย นี่คือสัญญาณให้จับตา "ผลิตภาพจาก AI" อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นตัวเลขที่แม้แต่ธนาคารกลางยังต้องเอามาคิดนโยบาย การเริ่มวัดว่า AI ช่วยให้ทีมทำงานเร็วขึ้นแค่ไหน จะกลายเป็นข้อได้เปรียบในระยะยาว
