Microsoft กำลังเปลี่ยนสถานะจาก "ผู้ลงทุนและพันธมิตรรายใหญ่" ของ OpenAI และ Anthropic มาเป็น "คู่แข่งเต็มตัว" มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเริ่มสลับโมเดล AI ของพันธมิตรออกจากผลิตภัณฑ์ของตัวเอง แล้วดันโมเดลที่พัฒนาเองในชื่อ MAI (Microsoft AI) เข้าไปแทน — รายงานโดย TechCrunch (29 ก.ค. 2026)
เกิดอะไรขึ้น
ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม มีรายงานว่า Microsoft เริ่มสลับโมเดลจาก OpenAI และ Anthropic ออกจาก Excel และ Outlook แล้วใช้โมเดล MAI ของตัวเองแทน · ในงาน Build 2026 ช่วงต้นเดือนมิถุนายน บริษัทเปิดตัวโมเดล MAI ชุดแรก 7 ตัว และล่าสุดปลายเดือนกรกฎาคมประกาศเพิ่มอีก มากกว่า 12 โมเดล ครอบคลุมงานภาพ เสียง การถอดเสียง การเขียนโค้ด และความปลอดภัย รวมถึง โมเดล reasoning ตัวแรกของบริษัทชื่อ MAI-Thinking-1
ไมโครซอฟท์ อ้างว่า MAI-Thinking-1 ทำคะแนนได้เทียบเท่าหรือดีกว่า GPT-5.5 และ Claude Opus 4.6 ในหลายเกณฑ์วัดสำคัญ โดยเฉพาะงานเขียนโค้ดบน SWE-Bench Pro และในการทดสอบแบบปิดชื่อรุ่น ผู้ทดสอบที่เป็นมนุษย์เลือกมันเหนือ Claude Sonnet 4.6
แรงจูงใจหลักคือ ต้นทุน — Mustafa Suleyman หัวหน้าฝ่าย AI ของ Microsoft พูดตรง ๆ ว่า "เราจ่ายเงินให้ Anthropic เยอะมาก เป้าหมายของเราคือลด และสุดท้ายคือกำจัดต้นทุนนั้น" · บริษัทอ้างว่าโมเดล MAI ให้ความคุ้มค่าต้นทุนดีขึ้น สูงสุดถึง 10 เท่า ในงานองค์กรที่จูนมาเฉพาะทาง
ถึงอย่างนั้น Microsoft ย้ำว่า ยังไม่ยุติความร่วมมือ กับทั้ง OpenAI และ Anthropic และปริมาณการใช้ MAI ปัจจุบัน (ระดับหลักหมื่นพรอมป์ต่อสัปดาห์) ยังเป็น เศษเสี้ยวเล็ก ๆ ของการใช้ Copilot ทั้งหมด พร้อมกันนั้นมีรายงานว่าบริษัทเริ่มฝึกทีมขายให้ช่วยผลักดันโมเดล MAI ของตัวเองมากขึ้นด้วย
แปลว่าอะไร
นี่คือสัญญาณว่ายักษ์ใหญ่ที่เคยพึ่งพาโมเดลของพันธมิตร กำลังอยาก "เป็นเจ้าของ" เทคโนโลยี AI ของตัวเองเพื่อคุมต้นทุนและทิศทาง เกมนี้ไม่ใช่แค่ใครโมเดลเก่งสุด แต่คือใครคุมต้นทุนต่อการใช้งานได้ดีสุด
สำหรับผู้ประกอบการยุคดิจิทัล บทเรียนคือ "อย่าผูกทุกอย่างไว้กับผู้ให้บริการ AI รายเดียว" — ตลาดกำลังมีโมเดลทางเลือกที่ถูกลงและเก่งขึ้นเรื่อย ๆ การออกแบบระบบให้สลับโมเดลได้ง่าย (model-agnostic) จะช่วยประหยัดและยืดหยุ่นในระยะยาว
