Nvidia ผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังอยู่ระหว่าง เจรจาค้ำประกันเงินกู้มูลค่าราว 2.5 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 8 ล้านล้านบาท) เพื่อช่วยให้ OpenAI เช่ากำลังประมวลผลจากดาต้าเซนเตอร์ยักษ์แห่งใหม่ในรัฐโอไฮโอ สหรัฐฯ ตามรายงานของ Bloomberg และ Wall Street Journal เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2026 — ย้ำว่ายังเป็น "การเจรจา" ที่ยังไม่ปิดดีลและเปลี่ยนแปลงได้
ดาต้าเซนเตอร์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมือง Piketon บนพื้นที่อดีตโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม พัฒนาโดยหน่วยธุรกิจพลังงานของ SoftBank เมื่อสร้างเสร็จเต็มรูปแบบจะรองรับกำลังไฟถึง 10 กิกะวัตต์ — เทียบเท่าไฟจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่ราว 10 เตา และมูลค่าโครงการรวมอาจสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ โดยเฟสแรกขนาด 800 เมกะวัตต์ตั้งเป้าเปิดปี 2028
เงินค้ำของ Nvidia จะครอบคลุม ค่าเช่าและหนี้ก่อสร้าง ของดาต้าเซนเตอร์ แต่ ไม่รวมค่าชิป ที่จะติดตั้งข้างใน — โดย Nvidia เจรจา "แยกอีกก้อน" เพื่อช่วยไฟแนนซ์การซื้อชิปของ OpenAI ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึง 3.5 แสนล้านดอลลาร์
เหตุผลที่ต้องมีคนค้ำ เพราะ OpenAI ในฐานะบริษัทเอกชนที่ยังขาดทุน ไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุน (investment-grade) การที่ Nvidia เข้ามาค้ำจึงช่วยให้หน่วยงานของ SoftBank ระดมหนี้ได้ในเงื่อนไขดอกเบี้ยที่ดีกว่าที่จะทำเองได้
ดีลนี้จุดคำถามเรื่อง การเงินแบบ "วนเป็นวงกลม" (circular financing) — Nvidia ค้ำเงินให้ลูกค้าที่จะเอาเงินนั้นส่วนหนึ่งกลับมาซื้อชิป Nvidia อีกทอด นักลงทุนชื่อดังอย่าง Michael Burry ถึงกับคอมเมนต์เชิงเสียดสีว่า "วนไปวนมา" สะท้อนความกังวลว่ามูลค่ามหาศาลในวงการ AI อาจพึ่งพากันเองมากเกินไป
แปลว่าอะไร
ตัวเลขระดับแสนล้านสะท้อนว่า สงครามชิงกำลังประมวลผล (compute) คือสมรภูมิที่แท้จริงของ AI ในปี 2026 ไม่ใช่แค่ว่าโมเดลใครฉลาดกว่า แต่ใครมีไฟฟ้า ที่ดิน และเงินทุนสร้างดาต้าเซนเตอร์ได้มากกว่า
สำหรับผู้ประกอบการและผู้ใช้ AI ในไทย เรื่องนี้ดูไกลตัวแต่กระทบจริง — ต้นทุนและความพร้อมของ compute ระดับโลกคือสิ่งที่กำหนด "ราคาต่อโทเคน" ของบริการ AI ที่เราจ่ายรายเดือน ถ้าการลงทุนมหาศาลนี้ทำให้ compute ถูกและมากขึ้น ต้นทุน AI ก็มีโอกาสลดลง แต่ถ้าฟองสบู่การเงินสะดุด ความผันผวนก็อาจย้อนกลับมาที่ราคาบริการเช่นกัน
