OpenAI ประกาศเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2026 ยกเครื่องแอปเดสก์ท็อปครั้งใหญ่ โดยยุบแอป Codex (เครื่องมือช่วยเขียนโค้ด) เข้าไปรวมกับแอป ChatGPT ตัวใหม่บน macOS และ Windows กลายเป็นแอปเดียวที่หลายคนเรียกว่า "super app"
แอปเดียว 3 โหมด
แอปเดสก์ท็อปใหม่แบ่งเป็น 3 โหมดในที่เดียว:
- Chat — คุยถาม-ตอบแบบเดิม
- Work — โหมดใหม่สำหรับสั่งงานเป็นชิ้น ๆ
- Codex — พื้นที่สำหรับงานเขียนโค้ดโดยเฉพาะ
ส่วนแอป ChatGPT เดสก์ท็อปตัวเก่าถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ChatGPT Classic นี่คือการรวมทุกอย่างที่ OpenAI มี ให้อยู่ใต้หลังคาเดียว แทนที่จะแยกเป็นหลายแอปเหมือนก่อน
ChatGPT Work คืออะไร
ไฮไลต์คือ ChatGPT Work ตัวแทน (agent) ที่ทำงานบนโมเดล GPT-5.6 OpenAI เคลมว่ามันสามารถ "อยู่กับโปรเจกต์เดียวได้นานหลายชั่วโมง" และเปลี่ยน "เป้าหมาย" ที่เราสั่ง ให้กลายเป็น "งานที่เสร็จแล้ว" โดยทำงานข้ามไปมาระหว่างแอปและไฟล์ต่าง ๆ
คำว่า "ทำงานเสร็จให้" เป็นคำเคลมของ OpenAI เอง ผลจริงในงานที่ซับซ้อนยังต้องรอผู้ใช้ทดสอบ ตัวแทน AI รุ่นนี้เหมาะกับงานที่ "นิยามชัด" เช่น กรอกข้อมูล ทำสรุป มากกว่างานที่ต้องใช้ดุลพินิจสูง
ฝั่งนักพัฒนา Codex ได้ของใหม่หลายอย่าง เช่น การแก้โค้ดแบบเห็น diff ในตัว, รีวิว pull request ในแผงข้าง, Computer Use ที่เร็วขึ้นด้วย GPT-5.6 และรองรับหลาย repository พร้อมกัน โดย Sam Altman ย้ำว่า "Codex คือหัวใจของโปรดักต์งานตัวใหม่ของเรา และจะไม่หายไปไหน"
เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ AI แข่งเดือด
ในวันเดียวกัน OpenAI ยังปล่อยโมเดล GPT-5.6 สามระดับ — Sol, Terra, Luna — ให้ใช้งานจริงผ่าน ChatGPT, API และ Codex โดย Luna เป็นรุ่นราคาถูกสุด (ราว $1/$6 ต่อล้านโทเคน)
น่าสังเกตว่าสัปดาห์นี้คู่แข่งขยับพร้อมกันหมด ทั้งการอัปเดตโมเดลฝั่ง SpaceXAI และการนำตัวแทน AI ไปไว้บนมือถือของหลายเจ้า เทรนด์ชัดเจนว่าปี 2026 คือปีของ "agent" ที่ทำงานแทนคนได้จริงในงานแคบ ๆ
ถ้าธุรกิจคุณกำลังจะลองตัวแทน AI ทำงานเอกสาร ให้เริ่มจากงานซ้ำ ๆ ที่ตรวจสอบผลได้ง่าย (เช่น สรุปอีเมล จัดข้อมูลลงตาราง) แล้วค่อยขยายไปงานที่ซับซ้อนขึ้น อย่าเพิ่งวางใจให้ทำงานที่ผิดพลาดแล้วเสียหายเยอะ
