รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศแผนลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมของประเทศ — เม็ดเงินรวมราว 1,350 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 8.8 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 30 ล้านล้านบาท) ทุ่มลงในเซมิคอนดักเตอร์ AI และหุ่นยนต์ ภายในระยะเวลา 10 ปี เพื่อรับมือดีมานด์ชิปหน่วยความจำและกระแสสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่พุ่งทั่วโลก ตามรายงานของ The Information และ Tom's Hardware
หัวใจของแผนคือชิป — Samsung และ SK Hynix ซึ่งรวมกันผลิตหน่วยความจำราว สองในสามของโลก จะสร้างโรงงานผลิตใหม่รายละ 2 แห่งในจังหวัดกวางจูและช็อลลาทางตะวันตกเฉียงใต้ รวมมูลค่าราว 5.18 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 800 ล้านล้านวอน) พร้อม เลื่อนกำหนดสร้างเสร็จให้เร็วขึ้นสูงสุดถึง 12 ปี
ไม่ใช่แค่ชิป — กลุ่ม SK, GS และ Naver จะลงทุนอีกราว 550 ล้านล้านวอนในดาต้าเซนเตอร์ AI ตั้งเป้ากำลังไฟรวม 8.4 กิกะวัตต์ภายในปี 2029 ส่วนด้านหุ่นยนต์ รัฐบาลตั้งเป้า ดันส่วนแบ่งตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของเกาหลีจาก 1% เป็น 20% ของโลก และผลักดันให้ใช้งานจริงใน 10 อุตสาหกรรมหลักภายในปี 2028
จุดที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือ เงินก้อนนี้ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของภาคเอกชน (corporate capex) ไม่ใช่งบประมาณรัฐโดยตรงทั้งหมด รัฐทำหน้าที่วางเป้าหมาย จูงใจ และสนับสนุนเชิงนโยบายมากกว่าจ่ายเองทั้งหมด
ความท้าทายใหญ่ไม่ใช่เงิน แต่คือ ไฟฟ้าและน้ำ — Tom's Hardware ชี้ว่าเมกะคลัสเตอร์ดาต้าเซนเตอร์เพียงแห่งเดียวอาจต้องใช้ไฟฟ้าถึงราว หนึ่งในสี่ของความต้องการไฟทั้งกรุงโซล การสร้างโรงไฟฟ้าและระบบน้ำให้ทันจึงเป็นคอขวดจริงที่อาจทำให้ไทม์ไลน์สะดุด
แปลว่าอะไร
แผนนี้ตอกย้ำว่า เอเชียกำลังเร่งเครื่องสร้าง "ฐานการผลิต" ของยุค AI ไม่ใช่แค่พัฒนาซอฟต์แวร์ แต่ลงลึกถึงชิป โรงงาน และหุ่นยนต์ที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นสมรภูมิที่สหรัฐฯ จีน และไต้หวันแข่งกันดุเดือด
สำหรับผู้ประกอบการไทยและอาเซียน เรื่องนี้เชื่อมโยงกับกระเป๋าเงินโดยตรง เพราะ Samsung และ SK Hynix คือผู้ป้อนหน่วยความจำหลักของโลก — กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวอาจช่วยให้ราคา RAM, SSD และอุปกรณ์ที่ใช้ชิปมีเสถียรภาพขึ้น ขณะเดียวกันการที่ทั้งภูมิภาคลงทุนหนักด้านหุ่นยนต์และ AI ก็เปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน หรือรับเทคโนโลยีมาปรับใช้ได้เร็วขึ้น
