ใครที่เคยโทรไปจองโต๊ะร้านอาหารแล้วเจอระบบตอบรับอัตโนมัติแข็ง ๆ น่าจะเข้าใจความหงุดหงิดดี ล่าสุดเมื่อ 9 กันยายน 2026 Yelp ประกาศยกระดับ AI รับสายของตัวเองด้วยการนำโมเดลเสียงตัวใหม่ล่าสุดของ OpenAI อย่าง GPT-Live-1 มาใช้งานจริง
Yelp นำโมเดลนี้ไปเสียบเข้ากับเครื่องมือสองตัว ได้แก่ Yelp Host (AI รับสายสำหรับร้านอาหาร) และ Hatch (แพลตฟอร์มสื่อสารสำหรับธุรกิจบริการ) — นับเป็นหนึ่งในรายแรก ๆ ที่ได้ใช้ GPT-Live-1
เก่งขึ้นตรงไหน: พูดไปฟังไปพร้อมกัน
จุดเด่นของ GPT-Live-1 คือสถาปัตยกรรมเสียงแบบ full-duplex — พูดและฟังได้ในเวลาเดียวกัน เหมือนคนคุยโทรศัพท์จริง ๆ
ลูกค้าสามารถพูดแทรกกลางประโยค เปลี่ยนเรื่องกะทันหัน หรือแม้แต่หันไปคุยกับคนข้าง ๆ แล้ว AI ก็ยังปรับตัวตามได้ทัน ไม่ใช่ระบบเมนูกดเลือกแบบเดิม ที่ต้องรอให้พูดจบประโยคก่อน
นอกจากนี้ AI ยังจับ โทนอารมณ์ ของผู้โทรได้ด้วย เช่น ตื่นเต้น หงุดหงิด หรือรีบร้อน แล้วตอบสนองให้เหมาะกับสถานการณ์
งานที่ AI รับสายช่วยได้ดีที่สุดคืองานซ้ำ ๆ ปริมาณมาก เช่น รับจองโต๊ะ รับออเดอร์ ตอบเวลาเปิด-ปิด — ปล่อยให้พนักงานไปโฟกัสงานที่ต้องใช้คนจริง ๆ ตรงหน้าลูกค้า
ผ่านสนามจริงมาแล้วกว่า 1 ล้านสาย
Alex Levy ซีทีโอของ Yelp เผยว่า หลังเพิ่ม GPT-Live-1 เข้าไป ระบบ จับจังหวะการสนทนา (turn-taking) และความแม่นยำดีขึ้น เมื่อเทียบกับสถาปัตยกรรมเสียงแบบเดิม และเห็น อัตราการรับสายสำเร็จ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในงานอย่างการจองโต๊ะและสั่งอาหาร
"ลูกค้าพูดเป็นประโยคที่เต็มและเป็นธรรมชาติมากขึ้น บอกเราว่าประสบการณ์ปลายสายรู้สึกต่างไปจริง ๆ" Levy กล่าว โดยระบบนี้ผ่านการรับสายมาแล้วกว่า 1 ล้านครั้ง
ด้านราคา OpenAI คิดค่าใช้ GPT-Live-1 ที่ 0.05 ดอลลาร์ต่อนาที (ราว 1.6 บาท) บวกเพิ่มจากค่าโมเดลหลักที่รันอยู่เบื้องหลัง
มุมคนไทย
บ้านเราลูกค้านิยมทักผ่าน LINE มากกว่าโทรก็จริง แต่ธุรกิจหลายแห่ง โดยเฉพาะร้านอาหารและธุรกิจบริการ ยังรับสายโทรศัพท์กันทุกวัน เทคโนโลยีเสียงที่คุยได้ลื่นขึ้นแบบนี้คือสัญญาณว่า AI รับสายกำลังขยับจาก "ตอบได้แต่แข็ง" ไปสู่ "คุยได้เหมือนคน" ซึ่งอีกไม่นานน่าจะเห็นในเครื่องมือที่ธุรกิจไทยเข้าถึงได้
