Microsoft AI ตีพิมพ์ผลวิจัยของ MAI-DxO (ย่อว่า DxO) ในวารสาร Science เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2026 เป็นระบบ AI ที่วินิจฉัยโรคแบบ "ทีละขั้น" คล้ายวิธีทำงานของหมอจริง ตัวเลขหลักดูน่าตื่นเต้น แต่รายละเอียดในงานวิจัยบอกอะไรมากกว่าพาดหัว
เกิดอะไรขึ้น
DxO ไม่ใช่โมเดลตัวเดียว แต่เป็นระบบที่ประสาน AI agent หลายตัว ให้ทำงานเหมือนคณะแพทย์ ได้แก่ ซักถามผู้ป่วย สั่งตรวจเพิ่ม แล้วถกกันจนได้คำวินิจฉัย
ทีมวิจัยทดสอบกับ เคสซับซ้อนจากวารสาร New England Journal of Medicine ในรูปแบบจำลอง ผลคือ:
- DxO วินิจฉัยถูก 83%
- แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและอายุรแพทย์ที่ทำงานคนเดียว (มีหนังสืออ้างอิงให้ใช้) ถูก 36%
พูดอีกแบบคือ AI แม่นกว่าแพทย์ทั่วไปมากกว่า 2 เท่าในเคสยากแบบจำลอง
Microsoft ลองใช้ DxO คู่กับโมเดลจากหลายค่าย ทั้ง OpenAI, Google, Anthropic, Meta และ DeepSeek ผลดีที่สุดได้จาก GPT-5 และ GPT-5.5 ตัวอย่างเช่น GPT-5.5 แม่นขึ้นจาก 72% เป็นเกือบ 87% เมื่อใช้ DxO ส่วน Gemini 2.5 Flash ขยับจาก 46.4% เป็นราว 69%
แปลว่าอะไร
ตัวเลขจากงานวิจัยเองชี้ว่า ความแม่นยำส่วนใหญ่มาจากโมเดลพื้นฐานที่เก่งขึ้น ไม่ใช่จากตัวระบบ DxO เช่น GPT-5 แบบ prompt ธรรมดาก็ทำได้ 78.9% อยู่แล้ว ใส่ DxO แล้วแม่นขึ้นแค่ราว 4 จุด แต่ประหยัดค่าตรวจจำลองได้ราว $3,000 ต่อเคส และในเคสห้องฉุกเฉิน DxO แทบไม่ได้ช่วยเพิ่มความแม่นหรือลดต้นทุนเลย
ข้อจำกัดสำคัญ: ผลหลักมาจาก การจำลอง ไม่ใช่การรักษาผู้ป่วยจริง และ ไม่ได้เทียบกับแพทย์เฉพาะทางหรือทีมแพทย์ ซึ่งปกติเป็นคนรับเคสยากระดับนี้
Mustafa Suleyman ซีอีโอของ Microsoft AI เรียกผลนี้ว่าเป็นก้าวสู่ "medical superintelligence" แต่คำนี้เป็นเป้าหมายของบริษัท ยังไม่ใช่ผลที่พิสูจน์แล้ว
ต่อจากนี้
- DxO ยังไม่เปิดให้ใช้ทั่วไป
- Microsoft กำลังทดสอบต่อกับ Beth Israel Deaconess Medical Center ในบอสตัน ผู้ป่วยที่ยินยอมจะได้รับการรักษาตามปกติ ควบคู่กับคุยกับ DxO แล้วนำคำแนะนำมาเทียบกับแพทย์จริง
- ร่วมกับ Mayo Clinic พัฒนา foundation model ด้านสุขภาพ ตั้งเป้าเปิดตัวปีหน้า
สำหรับคนไทย ข่าวนี้ไม่ได้แปลว่าถามแชตบอตแทนไปหาหมอได้ ระบบที่ทดสอบเป็นระบบเฉพาะทางที่ยังอยู่ในขั้นวิจัย และอาการจริงต้องให้แพทย์ตรวจเสมอ
AI วินิจฉัยเคสยากได้ดีขึ้นจริงในการจำลอง แต่พลังส่วนใหญ่มาจากโมเดลที่เก่งขึ้น และยังต้องรอผลกับผู้ป่วยจริงก่อนจะสรุปว่าแทนหมอได้แค่ไหน
