กลับไปข่าวทั้งหมด
SK hynix เตือนหน่วยความจำขาดตลาดถึงปี 2030 คนทำ IoT product ต้องคิดเรื่อง BOM ใหม่
Tech

SK hynix เตือนหน่วยความจำขาดตลาดถึงปี 2030 คนทำ IoT product ต้องคิดเรื่อง BOM ใหม่

SPV Tech Solutions30 ตุลาคม 25691 min
#iot#news#supply-chain#memory#bom-cost

ผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก SK hynix แจ้งนักลงทุนในการรายงานผลไตรมาส 3 ปี 2026 (รายงานโดย The Register เมื่อ 28 ตุลาคม 2026) ว่า ความต้องการหน่วยความจำจะสูงกว่ากำลังผลิตไปจนถึงปี 2030 เพราะการสร้างโรงงานใหม่ใช้เวลานานและกระบวนการผลิตขั้นสูงทำได้ยาก แม้บริษัทจะเร่งขยายกำลังผลิตอยู่ก็ตาม

ตัวเลขที่ควรรู้

  • SK hynix มี สัญญาระยะยาว 14 ฉบับกับลูกค้ารายใหญ่ 14 ราย ที่รวมกันจะซื้อ มากกว่าครึ่ง ของกำลังผลิตในปี 2027 และ 2028
  • ตัวขับหลักคือโครงสร้างพื้นฐาน AI (HBM, DDR5 และ LPDDR5 สำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI)
  • CFO คาดว่ายอดส่งมอบ PC และมือถือจะลดลง จากต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้น
  • รายได้ไตรมาส 3 อยู่ที่ราว 7.81 หมื่นล้านดอลลาร์ โต 328% จากปีก่อน สะท้อนว่าราคาหน่วยความจำพุ่งแรงแค่ไหน

แรงกดดันนี้ลงมาถึงฝั่งฮาร์ดแวร์ขนาดเล็กแล้ว Raspberry Pi ขึ้นราคารุ่น 2GB เมื่อ 1 ตุลาคม 2026 (Pi 4 2GB เป็น 67.50 ดอลลาร์, Pi 5 2GB เป็น 77.50 ดอลลาร์) โดย Eben Upton ระบุว่าต้นทุนหน่วยความจำขึ้นแรงมากตลอด 2 ปี ส่วน Seeed Studio ประกาศเมื่อ 23 ตุลาคม ว่าเปลี่ยน SKU คอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมที่ใช้ CM4/CM5 หลายรุ่นไปเป็นสเปก RAM/eMMC ที่สูงขึ้น โดยอ้าง "การเปลี่ยนแปลงของซัพพลายทางการ" (ยังไม่ระบุราคาใหม่)

SK hynix ไม่ได้ให้ตัวเลขราคา DRAM รุ่นเก่า (legacy) อย่าง LPDDR4 ที่บอร์ด IoT ใช้กันมาก การที่ราคาจะขึ้นต่อแค่ไหนในกลุ่มนี้ต้องรอข้อมูลยืนยันเพิ่ม

สำหรับคนออกแบบ IoT product

ถ้าอุปกรณ์ของคุณใช้ Linux บน SoM (System-on-Module หรือโมดูลคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป) เช่น gateway กล้องอัจฉริยะ หรือกล่อง edge AI RAM กลายเป็นชิ้นส่วนที่ราคาผันผวนที่สุดใน BOM การตั้งราคาขายโดยอิงราคาชิ้นส่วนวันนี้อาจทำให้กำไรหายภายในไม่กี่เดือน

มุมที่ทีมเอาไปคิดต่อได้ทันที:

  1. ทบทวนว่าต้องใช้ Linux จริงไหม งานที่แค่อ่านเซ็นเซอร์แล้วส่ง MQTT ย้ายไป MCU อย่าง ESP32 หรือ nRF ที่มี SRAM ในตัวได้ ไม่ต้องพึ่ง DRAM ภายนอก
  2. เลือก RAM ให้พอดี อย่าเผื่อเกินจำเป็น Raspberry Pi เองก็แนะนำลูกค้าธุรกิจให้เลือกรุ่นที่ RAM พอดีงานและพิจารณารุ่นเก่าอย่าง Pi 3 ถ้าสเปกพอ
  3. ออกแบบให้รองรับหลายสเปกหรือหลายผู้ผลิต เช่น firmware ที่ทำงานได้ทั้ง 2GB และ 4GB และเลือก SoM ที่มี second source
  4. เผื่อราคาในสัญญา ถ้าขายแบบ B2B ให้ใส่เงื่อนไขปรับราคาตามต้นทุนชิ้นส่วน และสต็อกชิ้นส่วนสำคัญล่วงหน้าเมื่อกระแสเงินสดพอ

ระวังผู้ขายที่ไม่ใช่ตัวแทนทางการซึ่งโก่งราคาหรือขายของไม่แท้ในช่วงของขาด Raspberry Pi เตือนเรื่องนี้ไว้ชัดเจน

สรุปสำคัญ

ถ้าผู้ผลิตรายใหญ่มองว่าหน่วยความจำจะตึงตัวถึงปี 2030 ทีมที่ทำ IoT product ควรออกแบบให้ใช้ RAM น้อยที่สุดเท่าที่งานต้องการ และวางแผนราคาขายเผื่อต้นทุนที่ขยับขึ้น

อ่านซีรีส์ ออกแบบ IoT Product ตั้งแต่ศูนย์จนขายได้

ที่มา

The Register
ถ้าข่าวนี้มีประโยชน์ แชร์ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ