ตลาดชิป AI ยังร้อนไม่หยุด ล่าสุด Tenstorrent สตาร์ทอัพชิป AI จากซานตาคลารา ที่มี Jim Keller วิศวกรชิประดับตำนานเป็น CEO ประกาศระดมทุนก้อนใหญ่เพื่อขยายการผลิตระบบเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง
เกิดอะไรขึ้น
- Tenstorrent ระดมทุนรอบ Series E มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ที่มูลค่าบริษัท 6.2 พันล้านดอลลาร์ — มากกว่าเท่าตัวจากราว 2.6 พันล้านดอลลาร์เมื่อธันวาคม 2024
- รอบนี้นำโดย Trace Capital และ Innovation X มีนักลงทุนอย่าง ARK Invest, Fidelity, Morgan Stanley, T. Rowe Price, SanDisk และ Cadence Ventures ร่วมด้วย
- เงินทุนจะใช้ขยายการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ Galaxy ที่รวมชิป AI หลายตัว สำหรับงานอย่างโมเดลภาษา ผู้ช่วยเขียนโค้ด และการสร้างวิดีโอ
ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน มีรายงานจาก The Information ว่า Qualcomm เคยเจรจาซื้อกิจการ Tenstorrent ในมูลค่า 8-10 พันล้านดอลลาร์ แต่สุดท้ายไม่มีการประกาศดีล และบริษัทเลือกระดมทุนเองแทน
จุดต่างจาก Nvidia
Tenstorrent วางตัวเป็น "ทางเลือกแบบเปิด":
- ชิปใช้สถาปัตยกรรม RISC-V ซึ่งเป็นชุดคำสั่งแบบเปิด ไม่ต้องจ่ายค่าไลเซนส์สถาปัตยกรรม
- จับคู่กับ ซอฟต์แวร์สแตกโอเพนซอร์ส ต่างจาก CUDA ของ Nvidia ที่เป็นระบบปิด
- ขายตั้งแต่การ์ดเร่งความเร็วตัวเดียว เวิร์กสเตชัน ไปจนถึงคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ และยังไลเซนส์ดีไซน์ CPU TT-Ascalon กับคอร์ AI Tensix ให้บริษัทอื่น โดยมีลูกค้าอย่าง Samsung และ LG
Keller สรุปกลยุทธ์ไว้ว่า "We built one architecture and sell it at every size" และเคยให้สัมภาษณ์ Bloomberg ว่า "You can't beat Nvidia if you use HBM" — เขามองว่าหน่วยความจำ HBM ราคาแพงคือจุดเสียเปรียบด้านต้นทุนของคู่แข่ง
Jim Keller เคยมีส่วนออกแบบสถาปัตยกรรม Zen ของ AMD, ชิป A-series ยุคแรกของ Apple และชิปขับขี่อัตโนมัติของ Tesla
แปลว่าอะไร
นักลงทุนกำลังเดิมพันว่าโลกต้องการ "ตัวเลือกที่สอง" นอกจาก Nvidia ทั้งในแง่ราคาและการไม่ผูกติดระบบปิด แต่ Tenstorrent ยังต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าแข่งได้จริงทั้งประสิทธิภาพ ต้นทุน ความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์ และการส่งมอบในระดับเชิงพาณิชย์ ซึ่งยังไม่เคยทำในสเกลเทียบเท่า Nvidia
เงินทุนก้อนใหญ่ยืนยันว่าชิป AI แบบเปิดคือสนามแข่งที่นักลงทุนเชื่อ — แต่บทพิสูจน์จริงคือการส่งของได้ในสเกลใหญ่
