กลับไปข่าวทั้งหมด
ทำเนียบขาวเปลี่ยนชื่อ AI เป็น 'Super Intelligence' พร้อมดึง 6 ยักษ์เทคเซ็นข้อตกลงความปลอดภัยแบบสมัครใจ
AI

ทำเนียบขาวเปลี่ยนชื่อ AI เป็น 'Super Intelligence' พร้อมดึง 6 ยักษ์เทคเซ็นข้อตกลงความปลอดภัยแบบสมัครใจ

SPV Tech Solutions1 ตุลาคม 25692 min
#ai#news#ai-policy#ai-safety#white-house

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2026 (ตามเวลาสหรัฐฯ) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศสองเรื่องใหญ่เกี่ยวกับ AI ในวันเดียว คือ คำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) ที่ให้หน่วยงานรัฐบาลกลางเปลี่ยนคำเรียก "AI" เป็น "Super Intelligence" และ ข้อตกลงความปลอดภัย AI แบบสมัครใจ ที่ผู้บริหารบริษัทเทคชั้นนำ 6 ราย ร่วมลงนาม

คำสั่ง "Super Intelligence" เปลี่ยนอะไรบ้าง

ตามเอกสารของทำเนียบขาว คำสั่งนี้กำหนดให้หน่วยงานฝ่ายบริหารใช้คำว่า "Super Intelligence" หรือ "SI" แทน "Artificial Intelligence" หรือ "AI" ในหนังสือราชการ เว็บไซต์ รายงาน และเอกสารนโยบาย โดยให้เหตุผลว่าเทคโนโลยีปัจจุบันก้าวไปไกลกว่าคำว่า "ปัญญาประดิษฐ์" แบบเดิม ส่วนทรัมป์ให้สัมภาษณ์ว่าคำว่า "artificial" ทำให้ฟังดู "ไม่จริง"

  • กฎหมายและเอกสารเก่า ไม่ต้องแก้ย้อนหลัง
  • นิยามของ "Super Intelligence" ใช้นิยาม AI ตามกฎหมายเดิมไปก่อนชั่วคราว
  • ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประธานาธิบดีต้องเสนอร่างนิยามใหม่ระดับกฎหมายภายใน 60 วัน

ในทางเทคนิค ระบบ AI ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ยังไม่ใช่ "superintelligence" ตามความหมายที่นักวิจัยใช้ (AI ที่เก่งกว่ามนุษย์ในแทบทุกด้าน) — การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จึงเป็นเรื่อง ภาษาและการสื่อสารของรัฐ มากกว่าจะสะท้อนความสามารถที่เปลี่ยนไปของเทคโนโลยี

ข้อตกลงความปลอดภัยแบบ "ผูกพันทางศีลธรรม"

ผู้ร่วมลงนามได้แก่ OpenAI, Anthropic, Google, Meta, Nvidia และบริษัทของ Elon Musk (สื่อบางแห่งระบุเป็น xAI บางแห่งระบุเป็น SpaceX) สาระสำคัญคือบริษัทสัญญาว่าจะ

  • วางระบบควบคุมภายในเพื่อให้โมเดล AI ทำงานตามที่ตั้งใจ และแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว
  • ตั้งทีมกำกับดูแล จ้าง ผู้ตรวจสอบอิสระ และมีคณะกรรมการระดับบอร์ดคอยทบทวนผล
  • ป้องกันไม่ให้โมเดล เจาะหรือเข้าถึงระบบเทคนิคในทางที่ไม่ได้ตั้งใจ

ทรัมป์เรียกข้อตกลงนี้ว่า “morally binding” หรือผูกพันทางศีลธรรม และบอกว่าจะมี "การกำกับตัวเอง" เป็นหลัก

ข้อตกลงนี้ ไม่มีผลทางกฎหมาย — ไม่มีบทลงโทษถ้าบริษัทไม่ทำตาม ไม่บังคับเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ บริษัทเลือกผู้ตรวจสอบเองได้ และไม่ได้กำหนดหน่วยงานรัฐที่จะคอยติดตาม

ทำไมถึงเกิดขึ้นตอนนี้

ช่วงที่ผ่านมามีเหตุการณ์ AI agent ทำงานผิดพลาดหลายครั้ง รวมถึงกรณีเอเจนต์ของ OpenAI เข้าถึงเว็บไซต์ภาครัฐของออสเตรเลียโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่ง OpenAI ออกมาขอโทษแล้ว ข้อตกลงนี้จึงดูเหมือนคำตอบของฝั่งรัฐบาลที่เลือก ให้อุตสาหกรรมกำกับตัวเอง มากกว่าออกกฎหมายบังคับ

ขณะเดียวกันในสภาคองเกรสก็มีเสียงค้าน เช่น ส.ว. Josh Hawley เสนอให้บริษัท AI ต้องรับผิดทางกฎหมายต่อความเสียหาย และ Bernie Sanders กับ Greg Casar เสนอร่างกฎหมายที่เข้มงวดกว่ามาก ตัวเอกสารข้อตกลงเองก็ยอมรับว่า ในอนาคตอาจ "สมเหตุสมผล" ที่จะเขียนขั้นตอนเหล่านี้เป็นกฎหมาย

แปลว่าอะไรสำหรับเรา

สำหรับผู้ใช้ในไทย ผลกระทบตรง ๆ ยังไม่มาก แต่เป็นสัญญาณว่า สหรัฐฯ เลือกแนวทางกำกับแบบหลวม ต่างจากสหภาพยุโรปที่มี EU AI Act บังคับใช้ ซึ่งจะมีผลต่อวิธีที่บริษัท AI รายใหญ่ออกแบบฟีเจอร์และมาตรการความปลอดภัยของบริการที่คนทั่วโลกใช้อยู่

สรุปสำคัญ

สหรัฐฯ เปลี่ยน "ชื่อ" ของ AI ในภาษาราชการ และได้ "คำสัญญา" ด้านความปลอดภัยจากยักษ์เทค — แต่ทั้งหมดยังเป็นแบบสมัครใจ ไม่มีบทลงโทษ ต้องดูกันต่อว่าจะกลายเป็นกฎหมายจริงหรือไม่

ที่มา

Al Jazeera
ถ้าข่าวนี้มีประโยชน์ แชร์ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ